EN | TH
ประวัติและ ความก้าวหน้าสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
เรียบเรียงโดย
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อรุณ โรจนสกุล
พลเอก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ปริญญา ทวีชัยการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ ไพศิษฎ์ ศิริวิทยากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ บุญชัย งามสิริมาศ
ประวัติ
ชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (ประเทศไทย) ก่อตั้งขึ้นพร้อมๆกับการก่อตั้งของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นชมรมฯที่เป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งของ “วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย” การเขียนประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (ประเทศไทย) จึงจำเป็นต้องเขียนไปพร้อมๆกับประวัติการก่อตั้งราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ซึ่งก่อกำเนิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มแพทย์ที่มีความสนใจร่วมกันทางด้านศัลยกรรมในประเทศไทย
การเขียนประวัติความเป็นมาทั้งของชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (ประเทศไทย) และของราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยครั้งนี้มิได้เขียนตำแหน่งวิชาการของอาจารย์อาวุโสที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อตั้งองค์กรทั้งสอง ได้เขียนคำนำหน้าชื่อทุกท่านว่า “นายแพทย์” เท่านั้น ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะเป็นการลดทอนเกียรติภูมิของอาจารย์อาวุโส แต่เป็นเพราะหลักฐานต่างๆที่มีบันทึกไว้ล้วนแต่เขียนคำนำหน้าชื่อของอาจารย์อาวุโสทุกท่านว่า “นายแพทย์” ยกเว้นแต่ท่านที่มียศทางราชการทหารที่ปรากฏยศนำหน้าชื่อ เป็นการยากลำบากที่จะสืบค้นย้อนหลังไปร่วม ๔๐-๕๐ ปีเพื่อค้นหาตำแหน่งวิชาการของท่านอาจารย์อาวุโสทุกท่านในขณะนั้น การจะให้เกียรติอาจารย์อาวุโสทุกท่านโดยการใส่คำนำหน้าชื่อว่า “ศาสตราจารย์” หมดทุกท่านก็จะมีคนโต้แย้งว่าอาจารย์อาวุโสบางท่านไม่ได้เป็นศาสตราจารย์ ในบางครั้งที่หลักฐานที่ค้นได้ปรากฏแน่ชัดถึงตำแหน่งวิชาการของท่านผู้เกี่ยวข้อง (เช่น นายกแพทยสภา) ก็จะเขียนระบุตำแหน่งวิชาการไว้ให้
วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
“…การจัดตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์นั้นก็เพื่อให้เมืองไทยมีวิทยาลัยของตนเองซึ่งต้องมีลักษณะเฉพาะของคนไทย เป็นผู้แทนศัลยแพทย์ไทยในต่างประเทศ มีความอิสรเสรีภาพ มีศัลยแพทย์ไทยเป็นผู้ดำเนินการ…”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ ประธานวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยคนแรก
แม้ว่าประเทศไทยได้ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์และผลิตแพทย์ออกไปรับใช้สังคมมานาน แต่การฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางยังไม่เกิดขึ้น ในระยะแรกๆแพทย์ไทยเรียนรู้จากแพทย์เฉพาะทางชาวต่างประเทศที่มาปฏิบัติงานในประเทศไทย และได้หาโอกาสไปศึกษาเพิ่มเติมยังต่างประเทศ
จากการประสานงานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระราชบิดาแห่งวงการแพทย์ไทย” กับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ในประเทศไทยได้ช่วยให้แพทย์ไทยได้ไปศึกษาและฝึกอบรมเป็นแพทย์เฉพาะทาง ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อศัลยแพทย์เหล่านี้เดินทางกลับมายังประเทศไทยได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์สู่แพทย์รุ่นหลัง แต่ยังไม่มีการฝึกอบรมเป็นแบบแผนที่ชัดเจน บรรดาศัลยแพทย์ผู้ได้ผ่านการศึกษาฝึกอบรมและดูงานในต่างประเทศเหล่านี้เมื่อกลับมาปฏิบัติงานในประเทศไทยจะต้องสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญต่อกองการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ได้รับการรับรองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางศัลยศาสตร์ โดยมีคณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบการสอบ
ระยะต่อมาคณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ได้มีความเห็นว่าประเทศไทยควรจะได้จัดให้มีการฝึกอบรมด้านศัลยศาสตร์ขึ้นเองให้เป็นที่รับรองโดยทั่วไปและได้จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมสาขาศัลยศาสตร์ขึ้นสำเร็จในปี พ.ศ.๒๕๑๒ กำหนดให้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาและฝึกอบรม ๓ ปี โดยพิจารณาว่าเหมาะสมและแก้ปัญหาการขาดแคลนศัลยแพทย์ในประเทศไทยในสมัยนั้น
๒๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๕ คณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ได้ประชุมกัน ณ ตึกอำนวยการ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีคณะอนุกรรมการฯเข้าร่วมประชุม ๒๐ ท่าน ได้มีการพิจารณาถึงการจัดตั้งสมาคมของศัลยแพทย์และมีมติเอกฉันท์ให้ก่อตั้งองค์กรของศัลยแพทย์ในรูปแบบวิทยาลัยที่อยู่ภายใต้กำกับของแพทยสภา การจัดตั้งให้อยู่ในกรอบของแพทยสภาเพื่อทำให้วิทยาลัยที่จะจัดตั้งขึ้นมีฐานะเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ประชุมเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการสอบความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ทุกแขนงในขณะนั้นรวม ๔๗ ท่านเป็นกรรมการริเริ่มในการก่อตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ในกรรมการริเริ่ม ๔๗ ท่านนี้ มีนายแพทย์เฉลี่ย วัชรพุกก์เป็นตัวแทนของกลุ่มศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก
๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๕ กรรมการริเริ่มมีมติให้นำร่างกฎข้อบังคับของวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยเสนอต่อแพทยสภา เพื่อดำเนินการก่อตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๖ กรรมการริเริ่มได้พิจารณาแก้ไขร่างกฎข้อบังคับของวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยตามข้อเสนอของแพทยสภาโดยแพทยสภาเสนอว่าจะต้องมีรายชื่อสมาชิกก่อตั้งจำนวนหนึ่งที่นอกเหนือจากกรรมการริเริ่ม ๔๗ ท่านเพื่อเป็น “กลุ่มผู้เริ่มการจัดตั้งวิทยาลัย” ครั้งนั้นกรรมการริเริ่มมีมติเลือกสมาชิกก่อตั้งจำนวน ๑๐๐ ท่านซึ่งล้วนเป็นศัลยแพทย์ที่เป็นที่นับถือในวงการศัลยแพทย์ และวงการแพทย์แต่เมื่อถึงเวลาเสนอจริงต่อแพทยสภาได้เสนอรายชื่อ “กลุ่มผู้เริ่มการจัดตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย” จำนวน๑๒๑ ท่านเนื่องจากผลการลงคะแนนผู้ได้ลำดับที่ ๑๐๐ มีคะแนนเท่ากันจำนวนมาก
๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๗ มีการประชุมครั้งแรกของกรรมการริเริ่มกับกลุ่มผู้เริ่มการจัดตั้งวิทยาลัยที่ห้องประชุมแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซอยศูนย์วิจัย ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ที่ประชุมได้รับรองรายชื่อสมาชิกก่อตั้งที่ตอบรับมารวมทั้งหมด ๑๑๖ ท่าน และได้เลือกตั้งกรรมการบริหารชั่วคราวเสนอต่อแพทยสภา การพิจารณาของแพทยสภายืดเยื้อเป็นเวลา ๒ ปี มีการสอบถามทบทวนความเข้าใจหลายครั้งระหว่างแพทยสภากับคณะกรรมการริเริ่ม
๑๒ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๘ นายแพทย์ประกอบ ตู้จินดา นายกแพทยสภาในสมัยนั้นได้ลงนามประกาศข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๙๒ ตอนที่ ๙๙ วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๘ หน้า ๑-๙ (ฉบับพิเศษ) และได้แต่งตั้งคณะผู้บริหารชั่วคราวเพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะผู้บริหารวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยต่อไป รายนามคณะผู้บริหารชั่วคราวในครั้งนั้นมีดังนี้
ในครั้งนั้นวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยมีสมาชิกสามัญเพิ่มเป็น 299 คน ผลการเลือกตั้งคณะผู้บริหารวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยชุดที่ 1 (วาระ 2518-2520) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2518 มีดังนี้
ถือได้ว่ากลุ่มศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นกลุ่มร่วมก่อตั้ง “วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย”
ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
คณะผู้บริหารวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยชุดที่ ๑ ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๐ แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการเพื่อให้วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์และให้ได้รับพระราชทานนาม “ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย” โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานด้านวิชาการศัลยศาสตร์และการบริการทางศัลยกรรม ได้ก่อตั้งโครงการศัลยแพทย์อาสาเพื่อช่วยเหลือประชากรผู้ยากไร้ในท้องถิ่นทุรกันดาร ได้ประกาศโครงการศัลยแพทย์อาสายามฉุกเฉินของวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๐
วิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย” ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๕
ชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก(ประเทศไทย)
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (ประเทศไทย) ได้ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ.ใด เพราะชมรมคือ “กลุ่มคนที่มีความสนใจและเป้าประสงค์ร่วมกัน” การก่อตั้งชมรมฯไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องจดทะเบียน และไม่ถือเป็นนิติบุคคล มีแต่ข้อแนะนำว่าควรจะมีระเบียบข้อบังคับของชมรมฯ มีการเลือกตั้งคณะผู้บริหารตามระเบียบข้อบังคับ มีการรับและมีทะเบียนสมาชิก โดยกฎหมายชมรมฯจึงสามารถก่อตั้งเมื่อไรก็ได้ ถ้ายึดหลักนี้สามารถถือได้ว่าชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (ประเทศไทย) ก่อตั้งมาก่อนการตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยโดยอาศัยหลักฐานว่ามีตัวแทนกลุ่มศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย รวมถึงมีการสอบเพื่ออนุมัติบัตรสาขาศัลยศาสตร์ทวารหนัก (ชื่อในสมัยนั้น) มาก่อนการก่อตั้งวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย
ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Surgery) เป็นสาขาย่อยทางศัลยศาสตร์ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย โดยการผลักดันอย่างมากของ อาจารย์เฉลี่ย วัชรพุกก์ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย ทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีความเจริญก้าวหน้าของสาขาย่อยอย่างมาก มีอาจารย์อีกหลายท่านผ่านการฝึกอบรมทางด้านนี้มา เช่น อาจารย์วิศิษฐ์ ฐิตวัฒน์ อาจารย์ยอด สุคนธมาน และ อาจารย์ธนิต วัชรพุกก์ ได้มีการก่อตั้งองค์กรวิชาชีพในรูปของชมรมเพื่อเป็นแกนนำในการดำเนินกิจกรรมทางด้านวิชาการในช่วงเวลานั้น หลักสูตรการฝึกอบรมได้กำหนดให้ฝึกอบรมทางด้านศัลยศาสตร์ก่อนแล้วจึงมาฝึกอบรมทางด้านศัลยศาสตร์ลำไส้และทวารหนักต่อ เนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้ไม่มีผู้สนใจมาฝึกอบรมต่อทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมีความรู้สึกว่าจบการฝึกอบรมทางด้านศัลยศาสตร์ก็สามารถทำหัตถการต่าง ๆ ได้ทั้งหมดแล้ว ในระยะแรกนี้ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่จึงมักจะฝึกอบรมมาจากต่างประเทศ และโรงพยาบาลต่าง ๆ เริ่มมีศัลยแพทย์ทางด้านนี้เพิ่มมากขึ้น เช่น อาจารย์วิทยา วัฒโนภาส จาก โรงพยาบาลศิริราช อาจารย์ทวีวุฒิ เหราบัตย์ จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งทุกท่านก็ร่วมมือร่วมใจกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักในช่วงนั้นมากพอสมควร อาจารย์หลายท่านจบการฝึกอบรมทางด้านศัลยศาสตร์แล้วสนใจทำเวชปฏิบัติทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักจนมีความชำนาญเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น อาจารย์เอาชัย กาญจนพิทักษ์ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี ความก้าวหน้าขั้นแรกของศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เกิดขึ้นเมื่อ มีการนำ Colonoscopy มาใช้และ
อาจารย์ยอด สุคนธมาล เป็นท่านแรกที่ทำ Colonoscopy polypectomy เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่ออาจารย์ผู้ใหญ่ทั้งหลายเริ่มเกษียณอายุราชการ ก็ทำให้กิจกรรมทางด้านวิชาการก็ซบเซาลงไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งเมื่อ อาจารย์สุพล จินดาทรัพย์ จากโรงพยาบาล วชิรพยาบาล และ อาจารย์อรุณ โรจนสกุล จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดทำ interhospital grandround ขึ้นมา ต่อมามีศัลยแพทย์จาก รามาธิบดี( อาจารย์จักรพันธ์ เอื้อนรเศรษฐ์ ) เชียงใหม่ (อาจารย์ไพศิษฎ์ ศิริวิทยากร) และพระมงกุฎเกล้า( อาจารย์ปริญญา ทวีชัยการ ) เข้ามาร่วมด้วย ต่อมาสมาชิกก็มีดำริจัด postgraduate course และเชิญวิทยากรจากต่างประเทศมาร่วมบรรยาย ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากศัลยแพทย์ผู้สนใจในประเทศไทยและได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากบริษัทจำหน่ายเวชภัณฑ์ต่าง ๆ จึงได้ก่อตั้งชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักแห่งประเทศไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยเรียนเชิญ อาจารย์ธนิต วัชรพุกก์ มาเป็นประธานใน ๒ ปีแรก ต่อด้วยอาจารย์ดรินทร์ โล่ห์สิริวัฒน์ จากโรงพยาบาลศิริราช และกลับมาเป็น อาจารย์อรุณ โรจนสกุล อีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นเกิดเป็นประเพณีว่า ทางชมรมต้องจัด postgraduate course ปีเว้นปี และจัดกิจกรรมวิชาการร่วมกับราชวิทยาศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย , สมาคมศัลยแพทย์ทั่วไปแห่งประเทศไทย เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมทางวิชาการของศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้รับความสนใจจากสมาชิกราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยเป็นอย่างมาก มีผู้สมัครเข้ามาร่วมอบรมอย่างหนาแน่นทุก ๆ ครั้ง
หลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบันพบว่าชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก(ประเทศไทย) มี “ข้อบังคับชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก(ประเทศไทย)” ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๔๐ ชี้บ่งว่าชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก(ประเทศไทย) ต้องก่อตั้งก่อนปี พ.ศ.๒๕๔๐ โดยมีประธานชมรมต่อเนื่องกันมาดังรายนามดังนี้
ทำเนียบประธานชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก(ประเทศไทย)
เแต่เดิมประเทศไทยมีเพียงการสอบเพื่อ “หนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ทวารหนัก”(ชื่อในสมัยนั้น) การดำเนินการเปิดการฝึกอบรมเพื่อคุณวุฒิ “วุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก” ประเทศไทยนั้นได้มีการดำริและดำเนินการขออนุมัติจากแพทยสภา โดย รศ. ยอด สุคนธมาน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ แต่ไม่ผ่านการพิจารณา ต่อมา ศ. ธนิต วัชรพุกค์ ได้ทำหนังสือถึงราชวิทยาลัยศัลยแพทย์และแพทยสภาอีกครั้ง และได้ดำเนินการสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยนายแพทย์อรุณ โรจนสกุล ได้เป็นผู้นำเรื่องเข้าชี้แจงต่อแพทยสภา และได้รับการสนับสนุนจาก ศ. อรุณ เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภาในสมัยนั้น(๒๕๔๓) ทำให้การฝึกอบรมเปิดขึ้นครั้งแรกที่หน่วยศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยครั้งนั้นมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมรุ่นแรก ๓ คน (เข้ารับการฝึกอบรม พ.ศ.๒๕๔๔ และจบการฝึกอบรมในปี พ.ศ. ๒๕๔๕, หลักสูตร ๑ ปี)คือนายแพทย์ต้น คงเป็นสุข (วุฒิบัตรสาขาศัลยศาสตร์ทวารหนัก), นายแพทย์ธีรสันต์ ตันติเตมิท (หนังสืออนุมัติสาขาศัลยศาสตร์ทวารหนัก) และนายแพทย์ยงสรร วงศ์วิวัฒน์เสรี(หนังสืออนุมัติสาขาศัลยศาสตร์ทวารหนัก) สาเหตุแพทย์ประจำบ้านได้รับคุณวุฒิรับรองแตกต่างกัน ในขณะที่ได้รับการฝึกอบรมพร้อมกัน ในหลักสูตรเดียวกัน และใช้ระยะเวลาการฝึกอบรมเท่ากัน เป็นเพราะศักยภาพการฝึกอบรมสาขาศัลยศาสตร์ทวารหนักของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทยาลัย ในสมัยนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียว จึงต้องใช้วิธีจับสลากว่าใครจะเข้าสอบเพื่อวุฒิบัตรฯ ซึ่งมีได้เพียงคนเดียวต่อปี ที่เหลือเป็นการฝึกอบรมเพื่อหนังสืออนุมัติฯ
นับถึงเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๖๑ ชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (ประเทศไทย) มีสมาชิก ๒๐๐ คน มีผู้ได้รับวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และมีผู้ได้รับอนุมัติบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ๗๕ คน
ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๖๗ ทางชมรมฯ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจาก “ชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก (ประเทศไทย)” เป็น “สมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก (ประเทศไทย)” โดยมีการจัดตั้งสมาคมฯ ในวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๗ โดยมีคณะกรรมการจัดตั้งสมาคมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก (ประเทศไทย)ดังนี้
